วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

โซนี่ ไซเบอร์ช็อต RX100

        โซนี่ส่งกล้องไซเบอร์ช็อต RX100 รุ่นแรกที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1 นิ้ว ความละเอียด 20.2 ล้านพิกเซลและรูรับแสงกว้างสุด F1.8 ครั้งแรกของโลก เหมาะกับการถ่ายภาพที่แสงน้อยด้วยความไวแสงที่สูงถึง ISO 25600 แต่ยังคงรูปทรงเพรียวบาง
              บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เตรียมวางตลาดกล้องไซเบอร์ช็อตรุ่นล่าสุด Cyber-shot RX100 ครั้งแรกในเมืองไทย นับเป็นกล้องไซเบอร์ช็อตรุ่นแรกที่มาพร้อม เซ็นเซอร์ Exmor CMOS ขนาด 1 นิ้ว ตัวกล้อง RX100 ทำด้วยอลูมิเนียมที่ได้รับการออกแบบ และประกอบขึ้นอย่างปราณีตบรรจงให้มีทั้งความแข็งแรง กะทัดรัดบางเบา และหรูหรา ภายในตัวกล้องยังบรรจุสมรรถนะในการทำงานด้านภาพที่ล้ำหน้ามากมายที่ถ่ายทอดมาจากกล้องอัลฟา A-Mount และ E-Mount ของโซนี่ จึงทำให้เหมาะทั้งการถ่ายภาพในการเดินทางท่องเที่ยว, ถ่ายภาพบุคคล หรือภาพแนว Street Photography จากทั้งคุณภาพของภาพและการปรับควบคุมที่สะดวกยังทำให้ RX100 เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับการยกระดับจากการใช้กล้องคอมแพคอีกด้วย รวมทั้งยังเหมาะสำหรับการเป็นกล้องตัวที่สองขนาดกระทัดรัดสำหรับผู้ที่จริงจังกับการถ่ายภาพซึ่งต้องการบันทึกภาพนิ่งและภาพวิดีโอ Full HD ในขณะที่เดินทาง
              สำหรับเซ็นเซอร์รับภาพแบบ Exmor CMOS ขนาด 1 นิ้ว มีความละเอียดในการบันทึกภาพ 20.2 ล้านพิกเซลครั้งแรกของโลก เซ็นเซอร์ที่ถูกพัฒนาเป็นพิเศษ โดยมีพื้นที่ใหญ่กว่าเซ็นเซอร์ภาพในกล้องคอมแพคทั่วไปที่มีขนาด 1/2.3 นิ้ว จึงบันทึกแสงได้มากกว่ากล้องที่ใช้เซ็นเซอร์เล็กกว่า โดยนี่คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ภาพที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและความสวยงาม รวมทั้งภาพวิดีโอ Full HD โดยที่มีสัญญาณรบกวนต่ำมาก ขณะที่ เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่มาพร้อมกับเลนส์ Carl Zeiss Vario-Sonnar T ออฟติคอลซูม 3.6 เท่าที่มีความไวแสงเป็นพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากกล้องคอมแพคทั่วๆไป เพราะรูรับแสงกว้างสุด F1.8 ช่วยให้แสงเข้าสู่เซ็นเซอร์ Exmor CMOS ขนาด 1 นิ้วได้มากขึ้น
              นอกจากนี้ยังเหมือนกับเลนส์คุณภาพสูงสำหรับกล้อง DSLR ที่มีไดอะแฟรมของรูรับแสงแบบวงกลม 7 ใบทำให้สามารถสร้างเอฟเฟกต์ Bokeh ในภาพอย่างช่างภาพมืออาชีพได้ง่าย ขณะที่วัตถุที่ถูกโฟกัสคมชัดโดยมีฉากหลังที่เบลอเรียบเนียน นอกจากนี้เลนส์ยังประกอบไปด้วยชิ้นแก้ว Advance Aspherical (AA) จึงทำให้กล้องมีขนาดกระทัดรัดได้โดยที่ไม่มีผลต่อการลดคุณภาพของภาพ ด้านหน่วยประมวลผลภาพ BIONZ ที่ตอบสนองต่อการบันทึกภาพอย่างรวดเร็วพร้อมกับทำให้ภาพดูใสคมชัดเป็นธรรมชาติ รวมทั้งยังช่วยเพิ่มความไวแสงให้สูงถึง ISO 25600 (ด้วยการใช้การทำงาน MultiFrame Noise Reduction) ทำให้สามารถถือกล้องถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้การถ่ายภาพต่อเนื่องอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วถึง 10 ภาพ/วินาที (ที่ความละเอียดสูงสุด) ยังช่วยให้คุณสามารถบันทึกภาพได้ในทุกเสี้ยววินาที ขณะที่ระบบออโตโฟกัสความเร็วสูงจะช่วยล็อควัตถุในภาพของคุณได้ในเวลาเพียง 0.13 วินาที แม้จะเป็นการบันทึกภาพกลางแจ้ง แต่สามารถเห็นรายละเอียด และโทนของภาพได้ชัดเจนด้วยหน้าจอ Xtra Fine LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียดสูง 1,229,000 จุด ให้ความสว่างและคอนทราสต์สูง โดยจอภาพได้ใช้เทคโนโลยี WhiteMagic ใหม่ ซึ่งใช้พิกเซลสีขาวเพิ่มเข้าไปในพิกเซล RGB เพื่อเพิ่มความสว่างของจอ ยิ่งกว่านั้น ยังสามารถปรับภาพได้ละเอียดด้วยการปรับตั้งค่าแบบแมนนวลได้อย่างหลากหลาย ทั้งในการบันทึกภาพนิ่งหรือวิดีโอ Full HD
            สัมผัสประสบการณ์บันทึกภาพที่น่าตื่นเต้นซึ่งจะสร้างความประทับใจด้วยวงแหวนควบคุม Control Ring รอบตัวเลนส์ที่โดดเด่น ที่จะช่วยให้ปรับควบคุมการบันทึกภาพ, ซูม, Picture Effect และการควบคุมอื่นๆ ได้อย่างราบเรียบด้วยปลายนิ้ว ซึ่งช่วยให้สามารถสร้างสรรค์ภาพได้ง่ายด้วยการควบคุมเหมือนกับกล้อง DSLR ผู้ใช้สามารถเข้าสู่การปรับควบคุมการทำงานที่ใช้บ่อยได้ทันทีด้วยการกำหนดให้ปุ่ม Fn (Function) ที่ใช้งานได้สะดวกเป็นการปรับควบคุมนั้น นอกจากนี้ด้วย Memory Recall ยังช่วยบันทึกการทำงานต่างๆ ได้ 3 กลุ่มเพื่อจะสามารถเรียกใช้ได้ทันที ช่วยให้สะดวกและรวดเร็วจากการปรับกล้องเพื่อเข้าสู่ระบบการทำงานที่ต้องการสำหรับบันทึกภาพ ขณะเดียวกันผู้ใช้ยังสามารถเลือกปรับใช้งานโหมดโฟกัสอัตโนมัติ หรือแมนนวลได้ เช่นเดียวกับกล้อง DSLR โดยหากปรับโฟกัสแมนนวล การทำงาน MF Assist จะขยายภาพเพื่อช่วยให้ปรับโฟกัสอย่างละเอียดได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังมีการทำงาน Peaking ที่ให้ความสะดวกโดยจะแสดงไฮไลต์ส่วนที่ถูกโฟกัสชัดในภาพบนจอ LCD โซนี่ยังเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายในการสร้างสรรค์ เพื่อขยายขอบเขตในการบันทึกภาพ ทั้งสำหรับผู้ที่จริงจังและผู้ที่เริ่มต้นถ่ายภาพ โดยสามารถปรับควบคุมให้ภาพออกมาได้ตามที่ต้องการอย่างละเอียดด้วย 6 ทางเลือกของ Creative Style เพื่อให้เหมาะกับภาพหรือความต้องการของคุณ นอกจากนี้ด้วย Picture Effect ยังให้ทางเลือกในการตอบสนองแรงบันดาลใจด้วยเอฟเฟกต์ภายในตัวกล้องอย่าง Toy Camera, Patrial Color, Pop Color, HDR Painting, Miniature, Illustration, Watercolour และอื่นๆ ซึ่งสามารถดูผลที่เกิดขึ้นได้ก่อนบันทึกภาพบนจอ LCD (Picture Effect ที่เลือกใช้บางอย่างจะไม่แสดงผลให้ดูก่อนบันทึกภาพจริง) ระบบการทำงานที่เหมือนกับกล้องอัลฟา A-Mount และ E-Mount ล่าสุดอย่าง Auto Portrait Framing จะช่วยให้การบันทึกภาพในสถานการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องง่าย เพราะ Cyber-shot จะเป็นผู้ทำงานทั้งหมดเอง ทั้งการตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติ และครอปภาพให้มีขนาดบุคคลที่ใหญ่ขึ้น และจัดองค์ประกอบภาพเพื่อให้ดูเหมือนภาพถ่ายจากมืออาชีพ โดยที่ไม่ทำให้พิกเซลของภาพลดลง อีกทั้งแบตเตอรี่รุ่นใหม่ NP-BX1 ถูกออกแบบให้มีขนาดที่บาง และมีความจุสูงสามารถบันทึกภาพนิ่งได้มากถึง 330 ภาพ หรือบันทึกภาพวิดีโอ AVCHD ได้ถึง 80 นาทีต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และพิเศษด้วยกระเป๋ากล้องแบบสะพายในแบบ Jacket Style พร้อมสายสะพายที่ถูกออกแบบให้เข้ากับกล้องอย่างสวยงามลงตัว ที่นอกจากจะให้ความปลอดภัยในการป้องกันตัวกล้องแล้ว ยังให้ความคล่องตัวเพื่อให้ถ่ายภาพได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ โซนี่ไทยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสั่งจองล่วงหน้าในระหว่างวันที่ 2- 8 สิงหาคม ศกนี้ เท่านั้น พร้อมรับกระเป๋ากล้อง LCJ-RXA มูลค่า 2,490 บาท ฟรี ก่อนวางตลาดจริงในวันที่ 10 สิงหาคม เป็นต้นไป จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.เป็นต้นไป ในราคาเริ่มต้น 22,990 บาท



ที่มา : http://www.jib.co.th/web/index.php/news/readNews/13494/index.html

คีย์บอร์ด,เมาส์สัมผัสสำหรับ Windows 8

                หลังจากเปิดตัว Surface แท็บเล็ต Windows 8 ที่ออกแบบโดยทางไมโครซอฟท์ (Microsoft) เอง ล่าสุดทางบริษัทได้แนะนำอุปกรณ์เสริมสำหรับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อีก 2 อย่างด้วยกันได้แก่ "เมาส์สัมผัส" (Wedge Touch Mouse) และคีย์บอร์ด (Wedge Keyboard) ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยน "แท็บเล็ต" Windows 8 ให้กลายเป็นเดสก์ทอปพร้อมใช้งานได้ในบัดดล
               ไมโครซอฟท์เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับอุปกรณ์เสริม Windows 8 ซึ่งได้แก่ เมาส์สัมผัส และคีย์บอร์ดไร้สาย โดยเน้นดีไซน์ที่แปลกตา และการใช้งานที่สะดวกสบาย อุปกรณ์เสริมทั้งสองอย่างจะทำงานในระบบไร้สายบลูทูธ (bluetooth) ในการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับแท็บเล็ต Windows 8 ด้วยการเชื่อมต่อลักษณะนี้ทำให้มันสามารถใช้งานร่วมกับแท็บเล็ตของผู้ผลิตรายอื่นๆ ทีไม่ได้มาพร้อมกับพอร์ต USB ได้อีกด้วย สำหรับคีย์บอร์ดพับได้ที่มีชื่อเรียกว่า Wedge Keyboard จะมาพร้อมกับฝาปิดแม่เหล็กที่ตรงกลางพับได้ โดยมีผิวสัมผัสเป็นยาง ซึ่งเจ้าฝาที่ว่านี้สามารถนำมาพับตรงกลางเป็นรูปตัว V (ลักษณะคล้าย"ลิ่ม"ที่ใช้ทิ่มประตู มิน่าล่ะถึงมีคำว่า Wedge ทีแปลว่าลิ่มอยู่ด้วย) เพื่อใช้ทำเป็นขาตั้งสำหรับ"แท็บเล็ต" หรือ Surface ได้ ด้วยความที่มันมีผิวสัมผัสเป็นยางทำให้เวลาวางบนผิวเรียบช่วยให้มันไม่ลื่นไถล เนื่องจากมีแรงดึงดูดระหว่างผิวสัมผัสนั่นเอง ทีมงานออกแบบให้เวลาผู้ใช้เปิดฝาของคีย์บอร์ดออกมา บลูทูธจะทำงาน เพื่อพร้อมเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ทันที (ทำงานแบบเดียวกับ Smart Cover ของ iPad ที่พอเปิดขึ้นมาปุ๊บหน้าจอไอแพดก็พร้อมทำงานทันที) ตัวคีย์บอร์ดจะเป็น QWERTTY พร้อมปุ่มฟังก์ชัน 12 ปุ่มครบถ้วน แถมยังมีปุ่มฟังก์ชันสำหรับควบคุมการเล่นมีเดียต่างๆ บน Windows 8 อีกด้วย Wedge Keyboard ทำงานด้วยแบตเตอรี่ AAA 2 ก้อน
สำหรับ Wedge Touch Mouse จะมีดีไซน์แปลกตามชื่อเรียกของมันเลย เพราะรูปร่างคล้ายกับ "ลิ่ม" (Wedge) ที่ใช้สอดด้านล่างของประตูไม่ให้เปิดมากกว่าที่จะมาอยู่บนโต๊ะทำงาน อย่างไรก็ดี เมาส์รุ่นนี้จะทำงานด้วยระบบสัมผัสบนตัวมัน ทำให้คุณสามารถเลื่อนหน้าจอในทิศทางต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย นอกจากนี้ Wedge Touch Mouse ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Bue Track laser system ซึ่งนั่นหมายถึง มันสามารถใช้งานได้บนพื้นผิวทุกชนิด ทำงานด้วยแบตเตอรี่ AA ก้อนเดียวอยู่ได้ 18 เดือน สนนราคาของมันอยู่ที่ 69.95 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,100 บาท ส่วนราคาของ Wedge Keyboard จะอยู่ที่ 79.95 เหรียญฯ หรือประมาณ 2,400 บาท แม้อุปกรณ์ทั้งสองอย่างนี้จะทำงานร่วมกับ Surface ได้ แต่เนื่องจากมันมาพร้อมกับคีย์บอร์ดที่พร้อมใช้งานในตัวอยู่แล้ว ทางไมโครซอฟท์มองว่า อุปกรณ์เสริมทั้งสองอย่างนี้จะเหมาะกับเหล่าบรรดาพาร์ทเนอร์ฮาร์ดแวร์ที่ผลิต"แท็บเล็ต" Windows 8 ออกมามากกว่า ทั้งนี้ทางไมโครซอฟท์ยังไม่ได้กำหนดวันวางจำหน่ายทีแน่ชัด แต่เชื่อว่า มันจะต้องออก่อนสิ้นเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ Windows 8 เปิดตัวแล้วอย่างแน่นอน

ที่มา : http://www.jib.co.th/web/index.php/news/readNews/13491/index.html

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เปิดตัวใหม่ Samsung

ซัมซุงเปิดตัวกล้องเอ็นเอ็กซ์ ซีรีส์



          ซัมซุงเขย่าวงการถ่ายภาพ เปิดตัว “ซัมซุง เอ็นเอ็กซ์ ซีรีส์” กล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้แบบมิเรอร์เลส 3 รุ่น ที่มาพร้อม Wi-Fi ในตัวครั้งแรกของโลก เอาใจคอโซเชียลเน็ตเวิร์กแชร์รูปได้ทันใจ เตรียมดันยอดขายรวมโต 15-20% ภายในสิ้นปี 55
               นายรัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บริษัท ไทยซัมซุง  อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้บริโภคหันมานิยมกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้มากขึ้น เพราะความต้องการภาพถ่ายที่คมชัดจากกล้องที่พกพาสะดวกและมีรูปลักษณ์สวยงาม ทำให้ภาพรวมของตลาดกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ในช่วงที่ผ่านมาจากการสำรวจ ของจีเอฟเคพบว่า มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าปีนี้จะเติบโตกว่า 160% ในด้านมูลค่าและ 143% ในด้านจำนวนเครื่อง ในขณะเดียวกันยังมีอีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ กระแสการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ถ่ายภาพแล้วแชร์ลงบนสังคมออนไลน์ ของตนเอง แบ่งปันช่วงเวลาสุดประทับใจกับคนใกล้ชิดได้แบบทันใจ
                    ผจก.อาวุโส ธุรกิจดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บ.ไทยซัมซุง กล่าวต่อว่า จากแนวโน้มดังกล่าวซัมซุงในฐานะผู้นำนวัตกรรมการถ่ายภาพจึงได้สร้างสรรค์และ พัฒนาผลิตภัณฑ์  กล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้พร้อม Wi-Fi ในตัวครั้งแรกของโลก กับกล้องซัมซุง เอ็นเอ็กซ์ ซีรีส์ (Samsung NX Series) ภายใต้แนวคิด ‘แชร์ได้ทุกเวลา ชัดกว่าทุกรายละเอียด’ ด้วยเทคโนโลยีกล้องคุณภาพสูง พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ประทับใจ ให้กับครอบครัวหรือคนใกล้ชิดได้ทันท่วงที ด้วยคุณสมบัติระดับกล้องมือโปรที่มี ความละเอียดสูงถึง 20.3 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์รับภาพเอพีเอส-ซี ซีมอส (APS-C CMOS) ที่ซัมซุงพัฒนาขึ้นเอง ที่เป็นเซ็นเซอร์ตัวเดียวกับกล้องระดับ มืออาชีพ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายคุณภาพสูง ขยายภาพได้อย่างชัดเจน จึงเก็บรายละเอียดภาพได้ดีเยี่ยม รวมถึงระบบ ไอ-ฟังก์ชัน 2.0 (i-Function 2.0) อีกทั้งยังปรับการตั้งค่ากล้องถ่ายภาพได้ที่เลนส์ โดยไม่จำเป็นต้องละสายตาออกจากวัตถุ ทำให้การถ่ายภาพง่ายดายและรวดเร็วขึ้น พร้อมฟังก์ชัน เพื่อคุณภาพภาพถ่ายระดับมืออาชีพอีกมากมาย
                    นายรัชตะ กล่าวอีกว่า กล้องดิจิตอล ซัมซุง เอ็นเอ็กซ์ ซีรีส์ ประกอบด้วย 3 รุ่น ที่มาตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มผู้ใช้งาน ได้แก่ ซัมซุง NX1000 กล้องดีไซน์กะทัดรัดสวยสะดุดตา มี 3 สีให้เลือก ดำ ขาว ชมพู พร้อมคุณสมบัติการใช้งานแบบครบครัน ทั้งสมาร์ท ลิงค์ ฮ็อท คีย์ (Smart Link Hot Key) ที่ช่วยให้ถ่ายภาพและแบ่งปันภาพถ่ายได้ทันทีแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และสมาร์ท ออโต้ 2.0 (Smart Auto 2.0) ระบบปรับภาพอัตโนมัติ ช่วยให้ถ่ายภาพสวยได้อย่างง่ายดาย ซัมซุง NX210 ดีไซน์สีเมทัลลิค ที่มาพร้อมหน้าจออะโมเล็ด(AMOLED) ขนาดใหญ่ 3 นิ้ว ช่วยให้รับชมภาพถ่ายและวีดีโอ ในแบบ Full HD  ซัมซุง NX20 สำหรับมือสมัครเล่นที่จริงจังกับการถ่ายภาพหรือช่างภาพมืออาชีพที่ต้องการ ความคล่องตัวสูง ด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงถึง 1/8000s  เก็บทุกความเคลื่อนไหวความเร็วสูงให้เป็นภาพนิ่งคุณภาพพร้อมหน้าจออะโมเล็ด ขนาด 3 นิ้ว หมุนได้ 360 องศา พร้อมช่องมองภาพอิเลคโทรนิคส์แบบ SVGA

ที่มา : http://www.jib.co.th/web/index.php/news/readNews/13447/index.html
Tag   : http://www.thairath.co.th

วันที่ 27 กรกฎาคม 2555

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ประวัติของคอมพิวเตอร์

   ตั้งแต่ พ.ศ.2533 จนถึงปัจจุบัน        
           ในยุคนี้ ได้มุ่งเน้นการพัฒนา ความสามารถในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และ ความสะดวกสบายในการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างชัดเจน มีการพัฒนาสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาขนาดเล็กขนาดเล็ก (Portable Computer) ขึ้นใช้งานในยุคนี้

โครงการพัฒนาอุปกรณ์ VLSI ให้ใช้งานง่าย และมีความสามารถสูงขึ้น รวมทั้งโครงการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ โดยหวังให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้ สามารถวิเคราะห์ปัญหาด้วยเหตุผล

องค์ประกอบของระบบปัญญาประดิษฐ์ ประกอบด้วย 4 หัวข้อ ได้แก่

1. ระบบหุ่นยนต์ หรือแขนกล (Robotics or Robotarm System)

คือหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ที่ควบคุมการทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีจุดประสงค์เพื่อให้ทำงานแทนมนุษย์ในงานที่ต้องการความเร็ว หรือเสี่ยงอันตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรือหุ่นยนต์กู้ระเบิด เป็นต้น

2. ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System)

คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถสังเคราะห์เสียงที่มีอยู่ในธรรมชาติ (Synthesize) เพื่อสื่อความหมายกับมนุษย์ เช่น เครื่องคิดเลขพูดได้ (Talking Calculator) หรือนาฬิกาปลุกพูดได้ (Talking Clock) เป็นต้น

3. การรู้จำเสียงพูด (Speech Recognition System)

คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถจดจำคำพูดของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือเป็นการพัฒนาให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ด้วยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษาความปลอดภัย งานพิมพ์เอกสารสำหรับผู้พิการ เป็นต้น

4. ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System)

คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์มีความรู้ รู้จักใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา โดยใช้ความรู้ที่มี หรือจากประสบการณ์ในการแก้ปัญหาหนึ่ง ไปแก้ไขปัญหาอื่นอย่างมีเหตุผล ระบบนี้จำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูล (Database) ซึ่งมนุษย์ผู้มีความรู้ความสามารถเป็นผู้กำหนดองค์ความรู้ไว้ในฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ได้จากฐานความรู้นั้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์วิเคราะห์โรค หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ทำนายโชคชะตา เป็นต้น


 ที่มา:http://www.thaiwbi.com/course/Intro_com/Intro_com/wbi1/hie/page25.htm
รับข้อมูลเข้า (Input)
เริ่มด้วยการนำข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านทางอุปกรณ์ Input ชนิดต่างๆ เช่น ถ้าเป็นการพิมพ์ข้อมูลจะใช้คีย์บอร์ด เพื่อพิมพ์ข้อความหรือโปรแกรมเข้าเครื่อง ถ้าเป็นการเขียนภาพจะใช้เครื่องอ่านพิกัดภาพกราฟิค (Graphics Tablet) โดยมีปากกาชนิดพิเศษสำหรับเขียนภาพ หรือ ใช้เครื่องสแกนเนอร์ สแกนข้อมูลเข้าไป เป็นต้น
ประมวลผลข้อมูล (Process)
เมื่อนำข้อมูลเข้ามาแล้ว เครื่องจะดำเนินการประมวลผลกับข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ โดยการประมวลผลอาจจะมีได้หลายลักษณะ เช่น นำข้อมูลมาหาผลรวม นำข้อมูลมาจัดกลุ่ม นำข้อมูลมาหาค่ามากที่สุด หรือน้อยที่สุด เป็นต้น และในส่วนของการประมวลผลจะทำการร่วมกันกับหน่วยความจำอีกด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของการประมวลผล
แสดงผลข้อมูล(Output)
เป็นการนำผลลัพธ์จากการประมวลผลมาแสดง
จอภาพ (Monitor)

เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะจะติดต่อโดยตรงกับผู้ใช้ ชนิดของจอภาพที่ใช้ในเครื่องพีซีโดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

- จอซีอาร์ที (CRT : Cathode Ray Tube) โดยมากจะพบในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ซึ่งลักษณะ จอภาพชนิดนี้จะคล้ายโทรทัศน์ ซึ่งจะใช้หลอดสุญญากาศ

จอแบบ CRT

การทำงานของจอประเภทนี้จะทำงานโดย อาศัยหลอดภาพ ที่สร้างภาพโดยการยิงลำแสงอิเล็กตรอนไปยังที่ผิวหน้าจอ ที่มีสารพวกสารประกอบของฟอสฟอรัส ฉาบอยู่ที่ผิว ซึ่งจะเกิดภาพขึ้นมาเมื่อสารเหล่านี้เกิดการเรืองแสงขึ้นมา เมื่อมีอิเล็กตรอนมากระทบ ซึ่งในส่วยของจอแบบ Shadow Mask นั้น จะมีการนำโลหะที่มีรูเล็กๆ มาใช้ในการกำหนดให้แสงอิเล็กตรอนนั้นยิงมาได้ถูกต้อง และแม่นยำ ซึ่งระยะห่างระหว่างรูนี้เราเรียกกันว่า Dot Pitch ซึ่งในรูนี้จะมีสารประกอบของฟอสฟอรัสวางเรียงกันอยู่เป็น 3 จุด 3 มุม โดยแต่ละจุดจะเป็นสีของแม่สีนั้นก็คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งแต่ละจุดนี้เราเรียกว่า Triad ในส่วนของจอแบบ Trinitron นั้นจะมีการทำงานที่เหมือนกันแต่ต่างกันที่ ไม่ได้ใช้โลหะเป็นรูแต่จะใช้ โลหะที่เป็นเส้นเล็กๆ ขึงพาดไปตาม แนวตั้ง เพื่อที่จะให้อิเล็คตรอนนั้นตกกระทบกับผิวจอที่มีสารประกอบของฟอสฟอรัสได้มากขึ้น สำหรับจอ Trinitron
ในปัจจุบันนี่ได้มีการพัฒนาให้มีความแบนราบมากขึ้นซึ่งจอแบบนี้จะเรียกกันว่า FD Trinitron (Flat Display Trinitron) ซึ่งมีมากมายในปัจจุบันและจะเข้ามาแทนที่จะแบบเดิมๆ อีกทั้งราคายังถูกลงเป็นอย่างมากด้วย

- จอแอลซีดี (LCD : Liquid Crystal Display) ซึ่งมี ลักษณะแบนราบ จะมี ขนาดเล็กและบาง เมื่อเปรียบเทียบกับจอภาพแบบซีแอลที

การทำงานนั้นจะไม่เหมือนกับจอแบบ CRT แม้สักนิดเดียว ซึ่งการแสดงภาพนั้นจะซับซ้อนกว่ามาก การทำงานนั้นอาศัยหลักของการใช้ความร้อนที่ได้จากขดลวด มาทำการเปลี่ยนและ บังคับให้ผลึกเหลวแสดงสีต่างๆ ออกมาตามที่ต้องการซึ่งการแสดงสีนั้นจะเป็นไปตามที่กำหนด ไว้ตามมาตรฐานของแต่ละ บริษัท จึงทำให้จอแบบ LCD มีขนาดที่บางกว่าจอ CRT อยู่มาก อีกทั้งยังกินไฟน้อยกว่า จึงทำให้ผู้ผลิตนำไปใช้งานกับ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่โน้ตบุ๊ค และเดสโน้ต ซึ่งทำให้เครื่องมีขนาดที่บางและเล็กสามารถพกพาไปได้สะดวก ในส่วนของการใช้งานกับเครื่องเดสก์ท็อปทั่วไป ก็มีซึ่งจอแบบ LCD นี้จะมีราคาที่แพงกว่าจอทั่วไปอยู่ประมาณ 2 เท่าของ ราคาในปัจจุบัน
เคส (Case)

เคส คือ โครงหรือกล่องสำหรับประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ไว้ภายใน การเรียกชื่อ และขนาด ของเคสจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งในปัจจุบันมีหลายแบบที่นิยมกัน แล้วแต่ผู้ซื้อจะเลือกซื้อตามความเหมาะสม ของงาน และสถาน

พาวเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)
เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ต่อพวงเยอะๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอมไดรฟ์ ดีวีดีไดรฟ์ก็ควรเลือกพาวเวอร์ซัพพลายที่มีจำนวนวัตต์สูง เพื่อให้สามารถ จ่ายกระแสไฟได้เพียงพอ
คีย์บอร์ด (Keyboard)
เป็นอุปกรณ์ในการรับข้อมูลที่สำคัญที่สุด มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ ของเครื่องพิมพ์ดีด มีจำนวนแป้น 84 - 105 แป้น ขึ้นอยู่กับแป้นที่เป็น กลุ่มตัวเลข (Numeric keypad) กลุ่มฟังก์ชัน (Function keys) กลุ่มแป้นพิเศษ (Special-purpose keys) กลุ่มแป้นตัวอักษร (Typewriter keys) หรือกลุ่มแป้นควบคุมอื่น ๆ (Control keys) ซึ่งการสั่งงานคอมพิวเตอร์และการทำงานหลายๆ อย่างจำเป็นต้องใช้แป้นพิมพ์เป็นหลัก
เมาส์ (Mouse)
อุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมรองจากคีย์บอร์ด เมาส์จะช่วยในการบ่งชี้ตำแหน่งว่าขณะนี้กำลังอยู่ ณ จุดใดบนจอภาพ เรียกว่า "ตัวชี้ตำแหน่ง (Pointer)" ซึ่งอาศัยการเลื่อนเมาส์ แทนการกดปุ่มบังคับทิศทางบนคีย์บอร์ด
เมนบอร์ด (Main board)
แผ่นวงจรไฟฟ้าแผ่นใหญ่ที่รวมเอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญๆมาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุม การทำงานของ อุปกรณ์ต่างๆ ภายในพีชีทั้งหมด มีลักษณะเป็นแผ่น รูปร่างสี่เหลี่ยมแผ่นที่ใหญ่ที่สุดในพีชี ที่จะรวบรวมเอาชิปและไอชี (IC = Integrated Circuit) รวมทั้ง การ์ดต่อพ่วงอื่นๆ เอาไว้ด้วยกันบนบอร์ดเพียงอันเดียวเครื่องพีชีทุกเครื่องไม่สามารถทำงาน ได้ถ้าขาดเมนบอร์ด
ซีพียู (CPU)
ซีพียูหรือหน่วยประมวลผลกลาง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลจากข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ
1) หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit: ALU) หน่วยคำนวณตรรกะ ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำงานเกี่ยวกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร อีกทั้งยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ ได้
2) หน่วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการประมวลผล รวมไปถึงการประสานงานกับอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความจำสำรองด้วย ซีพียูที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ได้แก่ Pentium III , Pentium 4 , Pentium M (Centrino) , Celeron , Dulon , Athlon
การ์ดแสดงผล (Display Card)
การ์ดแสดงผลใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู โดยที่การ์ดบางรุ่นสามารถประมวลผลได้ในตัวการ์ด ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระการประมวลผลให้ซีพียู จึงทำให้การทำงานของคอมพิวเตอร์นั้นเร็วขึ้นด้วย ซึ่งตัวการ์ดแสดงผลนั้นจะมีหน่วยความจำในตัวของมันเอง ถ้าตัวการ์ดมีหน่วยความจำมาก ก็จะรับข้อมูลจากซีพียูได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพมีความเร็วสูงขึ้นด้วย
หลักกันทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร
แรม (RAM)

RAM ย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็นหน่วยความจำหลักแต่ไม่ถาวร ซึ่งจะต้องมีไฟมาหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ตลอดในการทำงาน โดยถ้าเกิดไฟฟ้ากระพริบหรือดับ ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำจะหายไปทันท
โดยหลักการทำงานคร่าวๆ ของแรมนั้นเริ่มต้นที่รับข้อมูลจากผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์ Input จากนั้นก็จะส่งข้อมูลไปยัง CPU ในการประมวลผล เมื่อ CPU ประมวลผลเสร็จแล้ว แรมจะรับข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้ว ออกไปยังอุปกรณ์ Output ต่อไป โดยหน่วยความจำแรมที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น SDRAM, DDR-RAM, RDRAM
ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk)
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยฮาร์ดดิสค์จะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีเปลือกนอก เป็นโลหะแข็ง และมีแผงวงจรสำหรับการควบคุมการทำงานประกบอยู่ที่ด้านล่าง พร้อมกับช่องเสียบสายสัญญาณและสายไฟเลี้ยง ส่วนประกอบภายในจะถูกปิดผนึกไว้อย่างมิดชิด โดยฮาร์ดดิสค์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็ก(platters) สองแผ่นหรือมากกว่ามาจัด เรียงอยู่บนแกนเดียวกันเรียก Spindle ทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อม ๆ กัน จากการขับเคลื่อนของมอเตอร์ แต่ละหน้าของแผ่นจานจะมีหัวอ่านเขียนประจำเฉพาะ โดยหัวอ่านเขียนทุกหัวจะเชื่อมติดกันคล้ายหวี สามารถเคลื่อนเข้าออกระหว่างแทร็กต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอินเตอร์เฟสของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน
- IDE (Integrated Drive Electronics)
เป็นระบบของ ฮาร์ดดิสก์อินเตอร์เฟสที่ใช้กันมากในปัจจุบันนี้ การต่อไดร์ฟฮาร์ดดิสก์แบบ IDE จะต่อผ่านสายแพรและคอนเน็คเตอร์จำนวน 40 ขาที่มีอยู่บนเมนบอร์ด ส่วนใหญ่แล้วใน 1 คอนเน็คเตอร์ จะสามารถต่อฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัวและบนเมนบอร์
- SCSI (Small Computer System Interface)
เป็นอินเตอร์เฟสที่แตกต่างจากอินเตอร์เฟสแบบอื่น ๆ มาก โดยจะอาศัย Controller Card ที่มี Processor อยู่ในตัวเองทำให้เป็นส่วนเพิ่มขยายกับแผงวงจรใหม่โดยจะสนับสนุนการต่ออุปกรณ์ได้ถึง 8 ตัว แต่การ์ดบางรุ่นอาจจะได้ถึง 14 ตัวทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้งานในรูปแบบ Server เพราะมีราคาแพงแต่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูง
- Serial ATA (Advanced Technology Attachment)
เป็นอินเตอร์เฟสแบบใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 งาน PC Expo ใน New York มีความเร็วในเข้าถึงข้อมูลถึง 150 Mbytes ต่อ วินาที และให้ผลตอบสนองในการทำงานได้เร็วมากในส่วนของ extreme application เช่น Game Home Video และ Home Network Hub โดยเป็นอินเตอร์เฟสที่จะมาแทนที่ของ IDE ในปัจจุบัน

11. CD-ROM / CD-RW / DVD / DVD-RW
เป็นไดรฟ์สำหรับอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีรอม หรือดีวีดีรอม ซึ่งถ้าหากต้องการบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นจะต้องใช้ไดรฟ์ที่สามารถเขียนแผ่นได้คือ CD-RW หรือ DVD-RW โดยความเร็วของ ซีดีรอมจะเรียกเป็น X เช่น 16X , 32X หรือ 52X โดยจะมี Interface เดียวกับ Harddisk
การทำงานของ CD-ROM ภายในซีดีรอมจะแบ่งเป็นแทร็กและเซ็กเตอร์เหมือนกับแผ่นดิสก์ แต่เซ็กเตอร์ในซีดีรอมจะมีขนาดเท่ากัน ทุกเซ็กเตอร์ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น เมื่อไดรฟ์ซีดีรอมเริ่มทำงานมอเตอร์จะเริ่มหมุนด้วยความเร็ว หลายค่า ทั้งนี้เพื่อให้อัตราเร็วในการอ่านข้อมูลจากซีดีรอมคงที่สม่ำเสมอทุกเซ็กเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเซ็กเตอร์ ที่อยู่รอบนอกกรือวงในก็ตาม จากนั้นแสงเลเซอร์จะฉายลงซีดีรอม โดยลำแสงจะถูกโฟกัสด้วยเลนส์ที่เคลื่อนตำแหน่งได้ โดยการทำงานของขดลวด ลำแสงเลเซอร์จะทะลุผ่านไปที่ซีดีรอมแล้วถูกสะท้อนกลับ ที่ผิวหน้าของซีดีรอมจะเป็น หลุมเป็นบ่อ ส่วนที่เป็นหลุมลงไปเรียก "แลนด์" สำหรับบริเวณที่ไม่มีการเจาะลึกลงไปเรียก "พิต" ผิวสองรูปแบบนี้เราใช้แทนการเก็บข้อมูลในรูปแบบของ 1 และ 0 แสงเมื่อถูกพิตจะกระจายไปไม่สะท้อนกลับ แต่เมื่อแสงถูกเลนส์จะสะท้อนกลับผ่านแท่งปริซึม จากนั้นหักเหผ่านแท่งปริซึมไปยังตัวตรวจจับแสงอีกที ทุกๆช่วงของลำแสงที่กระทบตัวตรวจจับแสงจะกำเนิดแรงดันไฟฟ้า หรือเกิด 1 และ 0 ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ ส่วนการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีรอมนั้นต้องใช้แสงเลเซอร์เช่นกัน โดยมีลำแสงเลเซอร์จากหัวบันทึกของเครื่อง บันทึกข้อมูลส่องไปกระทบพื้นผิวหน้าของแผ่น ถ้าส่องไปกระทบบริเวณใดจะทำให้บริเวณนั้นเป็นหลุมขนาดเล็ก บริเวณทีไม่ถูกบันทึกจะมีลักษณะเป็นพื้นเรียบสลับกันไปเรื่อยๆตลอดทั้งแผ่น

12. ฟล็อปปี้ดิสก์ (Floppy Disk)
เป็นอุปกรณ์ที่กำเนิดมาก่อนยุคของพีซีเสียอีก โดยเริ่มจากที่มีขนาด 8 นิ้ว กลายมาเป็น 5.25 นิ้ว จนมาถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.5 นิ้ว ในส่วนของความจุเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อยกิโลไบต์มาเป็น 1.44 เมกะไบต์ และ 2.88 เมกะไบต์ ตามลำดับ
ในปัจจุบันการใช้งานฟล็อปปี้ดิสก์นั้นน้อยลงไปมากเพราะ เนื่องจากจุข้อมูลได้น้อยซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ฟล็อปปี้ดิสก์ก็ยังคงเป็นมาตรฐานหนึ่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมี การพัฒนาฟล็อปปี้ดิสก์ก็ไม่ได้หยุดยั้งไปเสียทีเดียว ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ระบบ Optical ทำให้สามารถขยายความจุไปได้ถึง 120 เมกะไบต์ต่อแผ่น
ที่มาhttp://pingmoeitak.com/computer%202010/Untitled-6.html
แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (analog computer) เป็นเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ค่าตัวเลขเป็นหลักของการคำนวณ แต่จะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าแทน ไม้บรรทัดคำนวณ อาจถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ค่าตัวเลขตามแนวความยาวไม้บรรทัดเป็นหลักของการคำนวณ โดยไม้บรรทัดคำนวณจะมีขีดตัวเลขกำกับอยู่ เมื่อไม้บรรทัดหลายอันมรประกบรวมกัน การคำนวณผล เช่น การคูณ จะเป็นการเลื่อนไม้บรรทัดหนึ่งไปตรงตามตัวเลขของตัวตั้งและตัวคูณของขีดตัวเลขชุดหนึ่ง แล้วไปอ่านผลคูณของขีดตัวเลขอีกชุดหนึ่งแอนะล็อกคอมพิวเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกส์จะใช้หลักการทำนองเดียวกัน โดยแรงดันไฟฟ้าจะแทนขีดตัวเลขตามแนวยาวของไม้บรรทัด
แอนะล็อกคอมพิวเตอร์จะมีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ จึงเหมาะสำหรับงานคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์ เช่น การจำลองการบิน การศึกษาการสั่งสะเทือนของตึกเนื่องจากแผ่นดินไหว ข้อมูลตัวแปรนำเข้าอาจเป็นอุณหภูมิความเร็วหรือความดันอากาศ ซึ่งจะต้องแปลงให้เป็นค่าแรงดันไฟฟ้า เพื่อนำเข้าแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้าแปรกับเวลาซึ่งต้องแปลงกลับไปเป็นค่าของตัวแปรที่กำลังศึกษา
ในปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นแอนะล็อกคอมพิวเตอร์เท่าไรนักเพราะผลการคำนวณมีความละเอียดน้อย ทำให้มีขีดจำกัดใช้ได้กับงานเฉพาะบางอย่างเท่านั้น
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/index0.htm
ที่มา 

ไปนมัสการพระธาพนม